ระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์

Atapol • 18 สิงหาคม 2565

ระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์

การระบาดของเชื้อไวรัสซาร์คอฟทู (เชื้อโควิด ที่จริงโควิดเป็นชื่อโรค ไม่ใช่ชื่อของไวรัส) ทำให้มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องภูมิคุ้มกันมากขึ้น โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็น ภูมิคุ้มกัน “เสริม” ที่เกิดขึ้นภายหลังได้รับเชื้อ (หรือได้รับวัคซีน) (adaptive immune response) แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจว่า มนุษย์มีภูมิคุ้มกันอีกระบบ ที่เป็นภูมิคุ้มกัน “หลัก” หรือ innate immune response ผมจึงจะมาเล่าว่าภูมิคุ้มกันสองระบบนี้ทำงานอย่างไร และเราจะเพิ่มภูมิคุ้มกันสองระบบนี้ได้อย่างไร

1.ภูมิคุ้มกันหลัก หรือ innate immune response นี้จะทำงานทันที ที่มีเชื้อโรคหรือส่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าเชื้อนั้นเราจะเคยรู้จักมันมาก่อนหรือไม่ก็ตาม สาเหตุที่ภูมิคุ้มกันระบบนี้ทำงานได้โดยไม่ต้องเคยรู้จักเชื้อโรค (แปลว่าต่อให้เป็นเชื้อโรคชนิดใหม่ระบบนี้ก็จัดการได้) เพราะระบบภูมิคุ้มกันนี้ ทำงานแบบทหาร หลายคนคงสงสัยว่า ทำแบบทหารคือทำอย่างไร? ง่ายๆครับ ในช่วงเวลาสงครามทหารเขาจะมีระบบ (รหัส)ที่ไว้แยกว่าเป็นพวกเราหรือไม่ใช่ เมื่อไหร่ที่มีคนโผล่มา ถ้าบอกรหัสได้ ก็จะรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่ถ้าบอกรหัสไม่ได้ แปลว่าเป็นศัตรู และถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่มัวมาถามว่าชื่ออะไร งัดอาวุธมาซัดกันเลย ระบบภูมิต้านทานแบบนี้ก็เช่นกันครับ เมื่อมี “เชื้อโรค” เข้าสู่ร่างกาย ระบบนี้จะไม่สนใจว่าเป็นเชื้ออะไร แค่ดูว่าใช่เซลล์ของเราหรือไม่ ถ้าไม่ใช่แปลว่า เป็นสิ่งแปลกปลอมระบบนี้ก็จะเล่นงานเลย คำถามคือ ทำไมจึงเรียกระบบนี้ว่า ระบบหลัก? ตอบง่ายๆครับ เพราะระบบนี้ทำหน้าที่หลักในการจัดการเชื้อโรค เพราะถ้ามัวแต่พึ่งระบบเสริม เวลาที่มีเชื้อโรคชนิดใหม่เกิดขึ้น (ซึ่งแปลว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกันเสริม) มนุษยชาติก็ต้องตายกันหมด แต่จากประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่าเกิดโรคอุบัติใหม่หลายครั้งมนุษย์ก็ยังไม่สูญพันธุ์ แม้แต่การระบาดครั้งนี้ ที่มีผู้ติดเชื้อใหม่มากมายที่ไม่มีอาการ ไม่ตายจากโควิดทั้งที่เขาไม่เคยติดโควิดมาก่อน ไม่เคยได้วัคซีนมาก่อน

2.ระบบภูมิคุ้มกันเสริม adaptive immune response คือภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น หลังจากติดโควิดแล้ว หรือ หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว ระบบนี้ทำงานแบบตำรวจ หมายความว่า พอจับผู้ร้ายได้ ต้องเช็คที่ทะเบียนอาชญากรก่อน ถ้าไม่มีชื่อในทะเบียน ก็จะปล่อยตัวไป แต่ถ้าเคยมีประวัติในทะเบียนอาชญากร ถึงจะเล่นงาน ดังนั้นระบบนี้ ต้องรู้ว่า ผู้ร้าย ชื่ออะไร ถึงจะเล่นงานได้ นอกจากนี้ถ้าผู้ร้ายไปแปลงโฉม (กลายพันธุ์) หน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมระบบนี้ก็จะบอกไม่ได้ว่าผู้ร้ายหน้าใหม่นี้คือ คนเดียวกันกับที่เคยสร้างปัญหามาก่อน ในการฉีดวัคซีนเมื่อกลายพันธุ์จึงต้องทำวัคซีนใหม่มาเรื่อยๆ

ทำไมการเข้าใจว่าระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์มีสองระบบนี้สำคัญ เพราะปัจจุบัน เราเข้าใจว่าการกระตุ้นภูมิคุ้มกันทำได้แค่การกระตุ้นระบบเสริมด้วยวัคซีนเท่านั้น ทั้งที่ในความจริงแล้ว เราสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในระบบหลักได้เช่นกัน การกระตุ้นภูมิคุ้มกันระบบหลักนี้นอกจากช่วยป้องกันเชื้อโควิดแล้ว ยังสามารถป้องกันเชื้อโรคชนิดอื่นๆด้วย กระตุ้นได้อย่างไร สงสัยแล้วใช่ไหมครับ ตามอ่านต่อตอนหน้าครับ

โดย คนไทยพิทักสิทธิ์ • 2 กันยายน 2569
ชัดเจนเปลี่ยนbyสภากาแฟ 01-09-69 ท่านเตือนก่อนใคร!! เรื่องฉีดสารแปลกปลอม! โลกตื่นแล้วมนุษยชาติ..เป็นเหยื่อ!! พูดคุยกับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา นักวิจัยนักวิทยาศาสตร์อิสระศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมและทางระบบประสาท
โดย ไทยพิทักษ์สิทธิ์ • 27 สิงหาคม 2569
ชัดเจนเปลี่ยนbyสภากาแฟ 26-08-69 หัวใจเส้นเลือดตันตีบ! อัตราคนหนุ่มสาวตายไว! ..โรคโลกหลังโควิด.. พูดคุยกับ นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย Thaipithaksith • 5 กุมภาพันธ์ 2569
ทุนนิยมซาตาน!! ทำร้ายมนุษย์..ป่วยประหลาด!!
โดย Thaipithaksith • 3 กุมภาพันธ์ 2569
ฉีดวัคซีนโควิด mRNA เกี่ยวข้องเคสคนปกติเสียชีวิตกะทันหัน : คนเคาะข่าว 03-02-69 : ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ปธ.ศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ดำเนินรายการโดย นงวดี ถนิมมาลย์
โดย Thaipithaksith • 23 พฤษภาคม 2568
รายงานการนำเสนอของกลุ่มไทยพิทักษ์สิทธิ์ในรัฐสภา: เสียงจากผู้ได้รับผลกระทบจากวัคซีนโควิด-19 เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มไทยพิทักษ์สิทธิ์ได้มีโอกาสเข้าร่วมการนำเสนอข้อมูลต่อรัฐสภา เพื่อสะท้อนปัญหาและประสบการณ์จริงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอาการข้างเคียงรุนแรงหลังรับวัคซีน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเรียกร้องความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ
โดย thaipithaksith • 15 สิงหาคม 2567
สภากาแฟเวทีชาวบ้าน 14-08-67
โดย thaipithaksith • 30 พฤษภาคม 2567
สภากาแฟเวทีชาวบ้าน 30-05-67
โดย Thiravat Hemachudha • 27 พฤษภาคม 2567
การแก้ไข IHR และ Pandemic Treaty (Agreement) กฏหมายที่มีผลผูกพัน ข้อตกลงที่ลิดรอนเสรีภาพ เมื่อใดปรากฎ ภาวะผันผวน ทางธรรมชาติและเชื่อมโยงไปถึงการ ผันแปร เชื้อโรคการแพร่ระบาด องค์การอนามัยโลก (WHO) จะกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติ ในกรอบเดียวกัน ทั่วโลก ตั้งแต่การปิดประเทศ ห้ามการเคลื่อนย้าย มาตรการการรักษา การใช้ยา การใช้วัคซีน และที่สำคัญคือ การระบุเด็ดขาดการกระทำใดๆ ที่ผิดเพี้ยน การใช้การรักษาด้วยสมุนไพรหรือยาที่หมดสิทธิบัตรแต่พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาโรคได้ จะถูกระบุ ว่าเป็น “เท็จ” โดยมีหน่วยงานคอยตรวจสอบติดตามเป็นเรียลไทม์ในสื่อทุกชนิดและการสื่อสารทั่วโลก และทำการดิสเครดิต ผ่านจากองค์การมายังทุกประเทศ โดยที่จะมีการควบคุมสื่อ มี สำนักงาน นานาชาติ และในประเทศไทย ที่เห็นได้ชัดในหลายรายการที่เป็นกระบอกเสียง และ นักวิชาการที่ปฏิบัติตามทั้งนี้ โดยอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีบทความทางวิชาการในวารสารทางการแพทย์ที่ระบุว่าเป็นการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดยในเวลาที่ผ่านมา สืบค้นพบว่า มีการตัดข้อมูลที่ให้ผลลบต่อผลิตภัณฑ์นั้น ทำให้ดูเสมือนว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมมากถึง 92% เป็นต้นในกรณีของวัคซีน และแม้มี รายงานทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์คัดค้าน จะถูกปิดกั้นไม่ให้ลงตีพิมพ์หรือถอดถอนออกในเวลาต่อมา แต่ความจริงเปิดเผยในปี 2024 ในเรื่องต่างๆเหล่านี้ องค์การต่างๆ เหล่านี้ ตามข้อมูลที่เปิดเผยจากสื่อ ตามพระราชบัญญัติความโปร่งใสของข้อมูล ได้รับทุนสนับสนุนการทำงานจากบริษัทยาและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องด้วยและในระดับรายบุคคล และถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่กระบวนการต่างๆจะเป็นไปในทางที่ไม่เป็น กลาง ที่เห็นได้ชัด คือการสืบค้นหาต้นตอของโควิด ขององค์การ กลับประกอบด้วยบุคคล ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการสร้างไวรัสใหม่ การให้ทุนข้ามชาติจากประเทศตะวันตกมายังสถาบันวิจัยไวรัส และองค์กรต่างๆรวมทั้งในประเทศไทย และสิงคโปร์ และอู๋ฮั่น จนกระทั่งมีการตัดสินในวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ถึงหน่วยงานกลาง EcoHealth alliance ที่เป็นตัวผ่านเงิน จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐไปยังประเทศต่างๆ และผู้บงการกลับเป็น DoD DARPA DTRA BTRA หัวหน้า NIH NIAID ผ่านมาทาง CDC USAID ถ้าสนธิสัญญานี้เกิดขึ้น ชะตากรรมของประเทศภาคีทั้งโลก จะถูกแทรกแซงอธิปไตย เพื่อให้องค์การ มีอำนาจพลักดันเบ็ดเสร็จ ในภาวะที่ระบุเป็น pandemic emergency อาทิ บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ ภาวะใดจึงจะให้สัญญาณบ่งชี้ถึงภัยคุกคาม การตรวจวินิจฉัยต้องใช้วิธีใด จึงจะได้มาตรฐาน วัคซีนชนิดใด ยาชนิดอะไร การรักษาต้องเป็นแบบใด จะรักษากี่วัน และอื่นๆ โดยที่ องค์การอนามัยโลก โดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเองเบ็ดเสร็จ และไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีที่เกิดผลร้ายในภายหลังใดๆทั้งสิ้น โดยทั้งหมดนี้จะระบุในสนธิสัญญา หนังสือเดินทางวัคซีน (Vaccine Passport) เป็นตัวอย่างที่สำคัญที่เกิดขึ้นแล้ว และเป็นการบังคับให้ต้องฉีดวัคซีนซ้ำซาก ในขณะที่ประชาชนเป็นจำนวนมากสำเหนียก ถึงผลกระทบที่ตนเองได้รับในวัคซีน แล้วแต่ยังต้องถูกบังคับให้ฉีดใหม่ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเดินทางไปนอกประเทศได้ และในที่สุดประสบผลกระทบซึ่งกลายเป็นความพิการระยะยาว ในสนธิสัญญาจะมีการอัพเกรดให้มี ใบรับรองดิจิทัล (Global Digital Health Certificate) ในการติดตามประวัติทางการแพทย์ของ มนุษย์ และยังให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐ (ทั้งรัฐบาลประเทศของแต่ละบุคคลและรัฐต่างประเทศ)ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่การแยกตัว กักตัว ไปจนถึงการ 'บังคับ' ฉีดวัคซีน ทุกแง่มุมของชีวิตเราจะต้องอยู่ภายใต้มาตรการที่เข้มงวด สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว คือโครงการ CGIP clinical genomic integration platform โดยมีการควบรวมประวัติทางการแพทย์ของคนป่วยทั้งที่เข้าโรงพยาบาลและในพื้นที่ศึกษาที่ประกอบด้วยอาการการตรวจทางเอกซเรย์ทางห้องปฏิบัติการพื้นที่ของการเกิดโรค อาชีพประวัติการศึกษา เศรษฐกิจฐานะ ตัวเชื้อและสายพันธุ์ของเชื้อการรักษาใดได้ผลหรือไม่ได้ผลและลงประมวลข้อมูลในระบบ PACS และส่งตรงไปยังสหรัฐ เพื่อในการวางแผนผลิตยาและเวชภัณฑ์ โดยที่แท้จริงแล้วเป็นการละเมิดความมั่นคงของ ประเทศไทย ที่สุดคือการผลักดันให้มีการสอดแนมและการเซ็นเซอร์จากทั่วโลก ภายใต้หน้ากากของการต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่ตรงกับ WHO และ จะถูกประทับตรา เป็น เฟกนิวส์ WHO กำลังให้รัฐบาลทั่วโลกเซ็นตกลง ปิดข้อมูลที่ไม่ตรงกับ WHO และเซ็นเซอร์ข้อมูลใดๆ ที่ขัดแย้งกับเรื่องเล่าของทางการ การปราบปรามเสรีภาพในการพูด โดยจะมีเพียงเสียงเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ได้ยิน นั่นก็คือเสียงของ WHO ที่เกิดมาตลอดคือ เบื้องหลัง เครือข่ายแล็บชีวภาพลึกลับ ที่กำลัง ถูกสร้าง จัดตั้งขึ้น ทั่วโลก ในการรวบรวมเชื้อโรคจำนวนมหาศาลอย่างเงียบๆ และทำการทดลองทก่อให้เกิดหายนะสำหรับมนุษยชาติ ไปแล้ว นั่นคือ โควิด และตัวต่อไปคือไข้หวัดนก อีโบลา โควิด นิปาห์ โดยเน้นให้มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมและให้มีการติดต่อทางอากาศได้ ถ้าเราไม่ลุกขึ้น บอกต่อให้คนไทยทุกคน รู้ทัน ทางเราเองและลูกหลานจะไม่มีที่พึ่ง สื่อส่วนใหญ่จะทำอะไรไม่ได้ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นทาสมัน หรือเป็น ไท? หมอดื้อ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬา และหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย (ลาออกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567) Source: Facebook Thiravat Hemachudha