ภูมิคุ้มกันผิดปกติจาก mRNA วัคซีน

Atapol • 2 มกราคม 2566

ผมเคยออกมาเตือนนานแล้วว่า mRNA จะสร้างปัญหาให้กับภูมิคุ้มกัน ทำไมหรือครับ เพราะมันไปทำให้ภูมิคุ้มกันของเราทำร้ายเซลล์เราเอง สไปก์โปรตีน เป็นโปรตีนของไวรัส เป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายมนุษย์ ร่างกายเราจึงสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านมัน แต่สิ่งที่คน (หมอ) ส่วนใหญ๋ ไม่เข้าใจ คือ ภูมิคุ้มกันของเราจะทำลายเซลล์ที่สร้างสไปก์โปรตีนด้วย

ใช่ครับ ฟังไม่ผิด ภูมิคุ้มกันจะทำลายเซลล์ของเราเองด้วย

ทำไมหรือ? ง่ายๆครับ เพราะว่า ภูมิคุ้มกันนึกว่าเซลล์ที่สร้างสไปก์โปรตีน เป็นเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส อย่าลืมว่าไวรัส อยู่กับเรามานานมาก โควิด ไม่ใช่ไวรัสตัวแรกที่มนุษย์ต้องเผชิญ

เพราะความที่ เผ่าพันธ์ุมนุษย์มีชีวิตร่วมกับไวรัสมานาน ร่างกาย (ภูมิคุ้มกัน) ของเราจึงมีวิวัฒนาการในการต่อกรกับไวรัส

ไวรัสเป็น พยาธิที่ต้องอาศัยในเซลล์ หมายความว่า มันไม่สามารถ มีชีวิต หรือ สืบพันธ์ได้ภายนอกเซลล์ ตัวมันมีองค์ประกอบหลักแค่สามอย่าง คือ เปลือก (สไปก์เป็นส่วนหนึ่งของเปลือก) เอนไซม์ และสารพันธุกรรม (ซึ่งอาจจะเป็น DNA หรือ RNA แต่ในกรณีของโควิดเป็น RNA ) ไม่มีแม้แต่ส่วนที่ใช้สร้างพลังงาน (ไม่โตคอนเดรีย หรือ คลอโรฟิลล์) ดังนั้นเวลาที่ไวรัสจะขยายพันธ์ุเพิ่มจำนวนของมัน มันต้องเข้าไปอยู่ในเซลล์ แล้วใช้อุปกรณ์ต่างๆในเซลล์ที่มันเข้าไปสิงอยู่ สร้างตัวมันขึ้นมา ปัญหาคือ เมื่อไรที่ไวรัสเข้าไปในเซลล์ของเราได้ มันก็จะสร้างไวรัสออกมาจากเซลล์เราได้เรื่อยๆไม่มีวันจบ โชคดีที่ภูมิคุ้มกันของเราพัฒนากลไกเพื่อจัดการกับปัญหานี้ โดยการเฝ้าดูว่ามีโปรตีน “แปลกปลอม” อยู่บริเวณผิวของเซลล์เราไหม ถ้ามีภูมิคุ้มกันก็จะรู้ว่า เซลล์ๆนั้นถูก “ไวรัสเข้าสิง” แล้ว ภูมิคุ้มกันก็จะทำลายเซลล์ๆ นั้นที่กลายร่างเป็นรังของไวรัสทิ้ง ร่างกายก็จะกำจัดไวรัสลงได้

ปัญหาเกิดเมื่อเราดัน หลอกให้เซลล์เรา กิน “นาโนลิปิด” หรือ ไขมันนาโน เข้าไปโดยที่ไม่รู้ว่าข้างในหยดไขมันนั้น มีสารพันธุกรรม RNA gene ของไวรัสซ่อนอยู่ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ ไขมันเป็น อาหารของเซลล์ทุกชนิดในร่างกายมนุษย์ ดังนั้น หยดไขมันนาโนที่ซ่อนยีนของไวรัสไว้ข้างในจึงเข้าไปในเซลล์ของเราได้ทุกเซลล์ ทุกอวัยวะ โดยเฉพาะเซลล์ที่ชอบไขมันอย่างเซลล์สมอง หรือเม็ดเลือดขาว

ปัญหาเกิดเมื่อเซลล์เหล่านั้นเริ่มสร้าง โปรตีนหนาม หรือ สไปก์โปรตีน ตามคำสั่งของยีนไวรัส (ที่มาหลอกเราว่าเป็น mRNA) โปรตีนที่สร้างนั้นก็จะถูกหลั่งออกมาจากเซลล์โดยมีบางส่วนติดอยู่บนผนังเซลล์ เนื่องจากโปรตีนนี้เป็น โปรตีน “แปลกปลอม” ไม่ใช่โปรตีนปกติที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้น ภูมิคุ้มกันของเราก็จะคิดว่า เซลล์ของเรา “ติดเชื้อไวรัส” และจะลงมือทำลายเซลล์เหล่านั้นทันที สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคือ ในครั้งแรกที่ฉีดร่างกายยังไม่มี ภูมิคุ้มกันต่อ “โปรตีนหนาม” ปฏิกิริยาจึงยังไม่รุนแรงนัก แต่พอครั้งที่สอง สาม สี่ ….. ภูทิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ภูมิเหล่านี้ไม่ทำอะไรกับ “หยดไขมัน” นาโนลิปิดที่ฉีดเข้าไปใหม่ นาโนลิปิดที่ยัดไส้ยีนไวรัส เหล่านั้นก็จะกระจายตัวเข้าไปตามเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย และไปสั่งให้เซลล์ที่มันเข้าไปสร้างโปรตีนหนาม พอเริ่มสร้าง ภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามที่สร้าง ก็จะทำงานทันที ทำลายเซลล์เหล่านั้นทันที ซึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมยิ่งฉีดมากยิ่งผลข้างเคียงมากขึ้น

หลายคนอาจจะนึกในใจว่า ภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการหรือ? คำตอบคือ ใช่และไม่ใช่ครับ ใช่เพราะภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามนี้จะกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์ได้ แต่ที่ไม่ใช่คือ ต้องเป็นภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามของเชื้อไวรัสสายพันธ์ุนั้นๆ หมายความว่า ถ้าเชื้อที่บุกเข้ามาเป็นเชื้อเดลต้า ภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามต้องเป็นภูมิคุ้มกันต่อหนามของเชื้อเดลต้า อ้อหลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า เวลาที่เชื้อกลายพันธ์ุ ส่วนที่กลายพันธ์ูคือส่วนหนามของไวรัสนี่ละครับ พอหนามเปลี่ยนความสามารถในการเข้าเซลล์ก็เปลี่ยนไป ดังนั้นภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามที่ดีนั้น ต้องเป็นภูทิคุ้มกันที่จำเพาะต่อสายพันธ์ุนั้นๆ และถ้าไม่จำเพาะเชื้อก็จะ “หลบภูมิ” ติดเราไดทั้งที่มีภูมิคุ้มกันเยอะแยะ อย่างที่เห็นกันตอนนี้

แต่สิ่งที่หมอลืมคิดคือ ภูมิคุ้มกันที่สร้างจาก mRNA วัคซีนนี้ มีความจำเพาะ สูงมากต่อ โปรตีนหนาม เวอร์ชั่นวัคซีน ทุกครั้งที่ฉีดซ้ำ ก็จะกระตุ้มภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามเวอร์ชั่นนี้ ซึ่งจะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์ที่สร้างโปรตีนหนามเวอร์ชั่นวัคซีนนี้เพิ่มสูงขึ้น เซลล์ไหนบ้าง? กลับไปอ่านข้างบนดูอีกทีครับ

ใช่ เซลล์ที่หลงกิน นาโนไลปิด ไขมันนาโนที่ซ่อน ยีนโปรตีนหนาม ไงครับ

เหตุผลที่ยาฉีด mRNA ไม่ใช่วัคซีน
181KB ∙ PDF file
Download
Download
ยาฉีด RNA ไม่ใช่ mRNA อย่างที่หมอส่วนใหญ่เข้าใจ
232KB ∙ PDF file
Download
Download

ฟังถึงตรงนี้ก็เริ่มสยอง บวกกับสงสัยไหมครับ ว่าบรรดา ทำไมผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายที่ออกมาเชียร์ยาฉีด mRNA ไม่ยักรู้เรื่องนี้ มีสองคำตอบครับ

ไม่ถูกบริษัทยาหลอก

ก็ทำงานให้บริษัทยา

ใครไม่เชื่อไปเชิญท่านเหล่านั้นมาขึ้นเวที ดีเบตกับผมได้เลยครับ แต่คิดว่าคงไม่มีใครกล้า !!

ปัญหาคือ มันไม่ได้จบแค่นั้นสิครับ ที่เล่ามาเป็นแค่กลไกเดียวที่ ภูมิคุ้มกันจาก mRNA vaccine สร้างปัญหา มีกลไกอื่นๆอีก อยากรู้ว่าคืออะไร ตามอ่านต่อในตอน ๒ ครับ

อ้อ สำหรับท่านที่สงสัยว่า “พลาดไปแล้วจะทำอย่างไร?” ไม่ต้องกังวลครับ ตามอ่านให้จบซีรีย์นี้ท่านจะได้รับคำตอบครับ

โดย คนไทยพิทักสิทธิ์ • 2 กันยายน 2569
ชัดเจนเปลี่ยนbyสภากาแฟ 01-09-69 ท่านเตือนก่อนใคร!! เรื่องฉีดสารแปลกปลอม! โลกตื่นแล้วมนุษยชาติ..เป็นเหยื่อ!! พูดคุยกับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา นักวิจัยนักวิทยาศาสตร์อิสระศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมและทางระบบประสาท
โดย ไทยพิทักษ์สิทธิ์ • 27 สิงหาคม 2569
ชัดเจนเปลี่ยนbyสภากาแฟ 26-08-69 หัวใจเส้นเลือดตันตีบ! อัตราคนหนุ่มสาวตายไว! ..โรคโลกหลังโควิด.. พูดคุยกับ นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย Thaipithaksith • 5 กุมภาพันธ์ 2569
ทุนนิยมซาตาน!! ทำร้ายมนุษย์..ป่วยประหลาด!!
โดย Thaipithaksith • 3 กุมภาพันธ์ 2569
ฉีดวัคซีนโควิด mRNA เกี่ยวข้องเคสคนปกติเสียชีวิตกะทันหัน : คนเคาะข่าว 03-02-69 : ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ปธ.ศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ดำเนินรายการโดย นงวดี ถนิมมาลย์
โดย Thaipithaksith • 23 พฤษภาคม 2568
รายงานการนำเสนอของกลุ่มไทยพิทักษ์สิทธิ์ในรัฐสภา: เสียงจากผู้ได้รับผลกระทบจากวัคซีนโควิด-19 เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มไทยพิทักษ์สิทธิ์ได้มีโอกาสเข้าร่วมการนำเสนอข้อมูลต่อรัฐสภา เพื่อสะท้อนปัญหาและประสบการณ์จริงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอาการข้างเคียงรุนแรงหลังรับวัคซีน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเรียกร้องความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ
โดย thaipithaksith • 15 สิงหาคม 2567
สภากาแฟเวทีชาวบ้าน 14-08-67
โดย thaipithaksith • 30 พฤษภาคม 2567
สภากาแฟเวทีชาวบ้าน 30-05-67
โดย Thiravat Hemachudha • 27 พฤษภาคม 2567
การแก้ไข IHR และ Pandemic Treaty (Agreement) กฏหมายที่มีผลผูกพัน ข้อตกลงที่ลิดรอนเสรีภาพ เมื่อใดปรากฎ ภาวะผันผวน ทางธรรมชาติและเชื่อมโยงไปถึงการ ผันแปร เชื้อโรคการแพร่ระบาด องค์การอนามัยโลก (WHO) จะกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติ ในกรอบเดียวกัน ทั่วโลก ตั้งแต่การปิดประเทศ ห้ามการเคลื่อนย้าย มาตรการการรักษา การใช้ยา การใช้วัคซีน และที่สำคัญคือ การระบุเด็ดขาดการกระทำใดๆ ที่ผิดเพี้ยน การใช้การรักษาด้วยสมุนไพรหรือยาที่หมดสิทธิบัตรแต่พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาโรคได้ จะถูกระบุ ว่าเป็น “เท็จ” โดยมีหน่วยงานคอยตรวจสอบติดตามเป็นเรียลไทม์ในสื่อทุกชนิดและการสื่อสารทั่วโลก และทำการดิสเครดิต ผ่านจากองค์การมายังทุกประเทศ โดยที่จะมีการควบคุมสื่อ มี สำนักงาน นานาชาติ และในประเทศไทย ที่เห็นได้ชัดในหลายรายการที่เป็นกระบอกเสียง และ นักวิชาการที่ปฏิบัติตามทั้งนี้ โดยอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีบทความทางวิชาการในวารสารทางการแพทย์ที่ระบุว่าเป็นการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดยในเวลาที่ผ่านมา สืบค้นพบว่า มีการตัดข้อมูลที่ให้ผลลบต่อผลิตภัณฑ์นั้น ทำให้ดูเสมือนว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมมากถึง 92% เป็นต้นในกรณีของวัคซีน และแม้มี รายงานทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์คัดค้าน จะถูกปิดกั้นไม่ให้ลงตีพิมพ์หรือถอดถอนออกในเวลาต่อมา แต่ความจริงเปิดเผยในปี 2024 ในเรื่องต่างๆเหล่านี้ องค์การต่างๆ เหล่านี้ ตามข้อมูลที่เปิดเผยจากสื่อ ตามพระราชบัญญัติความโปร่งใสของข้อมูล ได้รับทุนสนับสนุนการทำงานจากบริษัทยาและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องด้วยและในระดับรายบุคคล และถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่กระบวนการต่างๆจะเป็นไปในทางที่ไม่เป็น กลาง ที่เห็นได้ชัด คือการสืบค้นหาต้นตอของโควิด ขององค์การ กลับประกอบด้วยบุคคล ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการสร้างไวรัสใหม่ การให้ทุนข้ามชาติจากประเทศตะวันตกมายังสถาบันวิจัยไวรัส และองค์กรต่างๆรวมทั้งในประเทศไทย และสิงคโปร์ และอู๋ฮั่น จนกระทั่งมีการตัดสินในวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ถึงหน่วยงานกลาง EcoHealth alliance ที่เป็นตัวผ่านเงิน จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐไปยังประเทศต่างๆ และผู้บงการกลับเป็น DoD DARPA DTRA BTRA หัวหน้า NIH NIAID ผ่านมาทาง CDC USAID ถ้าสนธิสัญญานี้เกิดขึ้น ชะตากรรมของประเทศภาคีทั้งโลก จะถูกแทรกแซงอธิปไตย เพื่อให้องค์การ มีอำนาจพลักดันเบ็ดเสร็จ ในภาวะที่ระบุเป็น pandemic emergency อาทิ บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ ภาวะใดจึงจะให้สัญญาณบ่งชี้ถึงภัยคุกคาม การตรวจวินิจฉัยต้องใช้วิธีใด จึงจะได้มาตรฐาน วัคซีนชนิดใด ยาชนิดอะไร การรักษาต้องเป็นแบบใด จะรักษากี่วัน และอื่นๆ โดยที่ องค์การอนามัยโลก โดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเองเบ็ดเสร็จ และไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีที่เกิดผลร้ายในภายหลังใดๆทั้งสิ้น โดยทั้งหมดนี้จะระบุในสนธิสัญญา หนังสือเดินทางวัคซีน (Vaccine Passport) เป็นตัวอย่างที่สำคัญที่เกิดขึ้นแล้ว และเป็นการบังคับให้ต้องฉีดวัคซีนซ้ำซาก ในขณะที่ประชาชนเป็นจำนวนมากสำเหนียก ถึงผลกระทบที่ตนเองได้รับในวัคซีน แล้วแต่ยังต้องถูกบังคับให้ฉีดใหม่ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเดินทางไปนอกประเทศได้ และในที่สุดประสบผลกระทบซึ่งกลายเป็นความพิการระยะยาว ในสนธิสัญญาจะมีการอัพเกรดให้มี ใบรับรองดิจิทัล (Global Digital Health Certificate) ในการติดตามประวัติทางการแพทย์ของ มนุษย์ และยังให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐ (ทั้งรัฐบาลประเทศของแต่ละบุคคลและรัฐต่างประเทศ)ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่การแยกตัว กักตัว ไปจนถึงการ 'บังคับ' ฉีดวัคซีน ทุกแง่มุมของชีวิตเราจะต้องอยู่ภายใต้มาตรการที่เข้มงวด สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว คือโครงการ CGIP clinical genomic integration platform โดยมีการควบรวมประวัติทางการแพทย์ของคนป่วยทั้งที่เข้าโรงพยาบาลและในพื้นที่ศึกษาที่ประกอบด้วยอาการการตรวจทางเอกซเรย์ทางห้องปฏิบัติการพื้นที่ของการเกิดโรค อาชีพประวัติการศึกษา เศรษฐกิจฐานะ ตัวเชื้อและสายพันธุ์ของเชื้อการรักษาใดได้ผลหรือไม่ได้ผลและลงประมวลข้อมูลในระบบ PACS และส่งตรงไปยังสหรัฐ เพื่อในการวางแผนผลิตยาและเวชภัณฑ์ โดยที่แท้จริงแล้วเป็นการละเมิดความมั่นคงของ ประเทศไทย ที่สุดคือการผลักดันให้มีการสอดแนมและการเซ็นเซอร์จากทั่วโลก ภายใต้หน้ากากของการต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่ตรงกับ WHO และ จะถูกประทับตรา เป็น เฟกนิวส์ WHO กำลังให้รัฐบาลทั่วโลกเซ็นตกลง ปิดข้อมูลที่ไม่ตรงกับ WHO และเซ็นเซอร์ข้อมูลใดๆ ที่ขัดแย้งกับเรื่องเล่าของทางการ การปราบปรามเสรีภาพในการพูด โดยจะมีเพียงเสียงเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ได้ยิน นั่นก็คือเสียงของ WHO ที่เกิดมาตลอดคือ เบื้องหลัง เครือข่ายแล็บชีวภาพลึกลับ ที่กำลัง ถูกสร้าง จัดตั้งขึ้น ทั่วโลก ในการรวบรวมเชื้อโรคจำนวนมหาศาลอย่างเงียบๆ และทำการทดลองทก่อให้เกิดหายนะสำหรับมนุษยชาติ ไปแล้ว นั่นคือ โควิด และตัวต่อไปคือไข้หวัดนก อีโบลา โควิด นิปาห์ โดยเน้นให้มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมและให้มีการติดต่อทางอากาศได้ ถ้าเราไม่ลุกขึ้น บอกต่อให้คนไทยทุกคน รู้ทัน ทางเราเองและลูกหลานจะไม่มีที่พึ่ง สื่อส่วนใหญ่จะทำอะไรไม่ได้ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นทาสมัน หรือเป็น ไท? หมอดื้อ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬา และหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย (ลาออกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567) Source: Facebook Thiravat Hemachudha